เป็นเวลานานที่ภาพของสังคมไทยถูกเล่าผ่านสายตาของศูนย์กลางหรือหน่วยงานรัฐ จนเสียง ภาษา ความทรงจำ และวิถีชีวิตของผู้คนอีกจำนวนมากถูกทำให้เลือนราง ทั้งที่พวกเขาก็อยู่บนผืนแผ่นดินไทยนี้ สร้างชุมชน ดูแลป่า ทะเล และสืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น ความแตกต่างจึงไม่ควรเป็นเหตุให้ใครถูกมองเป็น “คนอื่น” แต่ความต่างนั้นควรเป็นหลักฐานว่าสังคมไทยประกอบขึ้นจากผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญหลังการต่อสู้และผลักดันอย่างยาวนานของเครือข่ายชาติพันธุ์ทั่วประเทศ กฎหมายฉบับนี้เปิดทางสู่การจัดตั้ง “สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย” มีกลไกที่มุ่งเปลี่ยนการกำหนดนโยบายแบบบนลงล่าง ให้คนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือกฎหมายมีสิทธิร่วมคิด ร่วมเสนอ และร่วมกำหนดทิศทางชีวิตของตัวเอง
ท่ามกลางโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 บทความนี้รวบรวมเสียงจากคนมลายู ดาราอาง ไทใหญ่ ลีซู กูย และอูรักลาโวยจ ชาติพันธุ์ 6 กลุ่มจาก 60 ชาติพันธุ์ในประเทศไทย มาสะท้อนเสียงที่แตกต่างกันทั้งภาษา พื้นที่ และประสบการณ์ แต่คนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันด้วยความหวังเดียวกัน คือการมีตัวตนอย่างมีศักดิ์ศรี ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม และมีส่วนร่วมในนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง
หากอยู่ในห้องประชุมที่มีผู้คนจากหลายภูมิภาคมาพบกัน ภาษาไทยทำหน้าที่เป็นภาษากลาง แต่เมื่อบทสนทนาย้อนกลับไปถึงบ้านเกิด ภาษาอื่นก็เริ่มปรากฏขึ้นทีละคำระหว่างคุยกัน บ้างเป็นภาษาที่ใช้เรียกลูกหลานให้มากินข้าว บ้างเป็นถ้อยคำในบทเพลงที่ร้องถึงผืนป่า บ้างเป็นประโยคสั้น ๆ ที่ยืนยันว่าผู้พูดเป็นใคร อยู่ที่ไหน และรักแผ่นดินที่ตนเกิด คำเหล่านี้ทำให้คำว่า “กลุ่มชาติพันธุ์” หลุดออกจากทางการทั่วไป ให้กลับมาเป็นชีวิตของผู้คนจริง ๆ แต่การทำให้เสียงเหล่านี้ไปถึงผู้กำหนดนโยบาย จำเป็นต้องมีมากกว่าความปรารถนาดีหรือความเห็นอกเห็นใจ สิ่งสำคัญคือการมีช่องทาง มีกติกา และมีพื้นที่ให้เจ้าของเรื่องจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์ได้พูดและมีส่วนร่วมด้วยตนเอง นี่คือความหมายของการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะไม่ได้เป็นเพียงการทำให้รัฐหรือสังคมรับรู้ว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์อะไรบ้างอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่มได้ใช้ชื่อที่ตนเองยอมรับ บอกเล่าประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของตนเอง รวมถึงเลือกผู้แทนเข้าไปสะท้อนปัญหาและข้อเสนอผ่านกลไกใหม่ที่เกิดขึ้นตามกฎหมายด้วย

สภาชาติพันธุ์: พื้นที่ให้เจ้าของปัญหาได้พูดด้วยเสียงของตนเอง
การเกิดขึ้นของสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการรวมตัว เรียกร้อง และสั่งสมบทเรียนของชุมชนชาติพันธุ์มายาวนาน สภาฯ จะมีสมาชิกไม่เกิน 300 คน โดยแต่ละกลุ่มมีผู้แทนได้สูงสุดไม่เกิน 5 คนตามหลักเกณฑ์และสัดส่วนประชากร เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างองค์กรที่แยกขาดจากสังคมไทย แต่คือการสร้างช่องทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ท้องถิ่น ไปจนถึงระดับนโยบาย ทำให้การขึ้นทะเบียนจึงไม่ใช่แค่การนับจำนวนคน แต่เป็นการทำให้ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ภาษา อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และปัญหาเฉพาะของแต่ละกลุ่มปรากฏอยู่ในระบบชัดขึ้น เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฐานในการจัดสรรผู้แทน และช่วยให้การกำหนดนโยบายตั้งอยู่บนความจริงของผู้คน มากกว่าการคาดเดาจากส่วนกลาง
จากกฎหมายบนกระดาษ สู่รายชื่อของผู้คน
พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 วางหลักคิดสำคัญไว้ในชื่อของกฎหมายเองสองคำ คือ “คุ้มครอง” และ “ส่งเสริม” ด้านหนึ่ง รัฐต้องไม่ปล่อยให้ภาษา วัฒนธรรม พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน หรือพื้นที่ทางจิตวิญญาณถูกทำลายโดยปราศจากการรับฟัง อีกด้านหนึ่ง รัฐต้องสร้างเงื่อนไขให้ชุมชนมีศักยภาพสืบทอดและพัฒนาวิถีของตนได้ ไม่ใช่คุ้มครองวัฒนธรรมในฐานะสิ่งของเก่าที่วางไว้หลังตู้กระจก แต่คุ้มครองผู้คนซึ่งทำให้วัฒนธรรมนั้นยังมีลมหายใจ
การขึ้นทะเบียนจึงเป็นสะพานระหว่างหลักการกับการเดินหน้าเรื่องนี้ได้จริง ๆ เมื่อกลุ่มหนึ่งเข้าสู่กระบวนการ ข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้าน เครือญาติ สมุดบันทึก หรือความทรงจำของผู้อาวุโส จะถูกนำมาประกอบกันเป็นภาพของชุมชน ทั้งชื่อที่กลุ่มใช้เรียกตนเอง พื้นที่ตั้งถิ่นฐาน จำนวนประชากร ภาษา ประเพณี ภูมิปัญญา และสถานการณ์ปัญหา ภาพนั้นมีผลต่อการรับรู้ของรัฐ ตลอดจนสัดส่วนผู้แทนที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ การมี “ชื่อเรียกชาติพันธุ์” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมา คนชาติพันธุ์จำนวนมากถูกผู้อื่นตั้งชื่อ ถูกเหมารวม หรือถูกทำให้ไร้ตัวตน การขึ้นทะเบียนจึงควรเริ่มจากการเคารพสิทธิในการกำหนดตนเอง ด้วยคำถามว่า “พวกคุณเรียกตัวเองว่าอะไร” มากกว่า “รัฐเคยเรียกพวกคุณว่าอะไร”
อย่างไรก็ตาม การบันทึกข้อมูลย่อมมาพร้อมคำถามเรื่องอำนาจ ใครเป็นผู้รวบรวม ใครเป็นเจ้าของข้อมูล ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลจะถูกใช้เพื่อคุ้มครองหรือย้อนกลับมาควบคุมชุมชน ความไว้วางใจจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญพอ ๆ กับแบบฟอร์ม การขึ้นทะเบียนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเกิดจากความยินยอม มีคำอธิบายที่ชัดเจน และเปิดพื้นที่ให้แต่ละกลุ่มถกเถียงภายในโดยไม่ถูกเร่งรัดจนต้องเลือกระหว่างความรอบคอบกับการรักษาสิทธิของตน

ไม่ใช่ “สภาซ้อนสภา” และไม่ใช่การขออภิสิทธิ์
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างนี้คือการนำสภาชาติพันธุ์ไปเทียบกับสภาผู้แทนราษฎร จนเกิดความกังวลเรื่องการแบ่งแยกหรือการเรียกร้องสิทธิพิเศษ ทั้งที่บทบาทของสภาฯ คือการเป็นกลไกให้คำปรึกษา เสนอประเด็น และเชื่อมเสียงของชุมชนเข้าสู่กระบวนการนโยบายอย่างสันติ
“พ.ร.บ. ตัวนี้เป็นกลไก เป็นตัวเชื่อมระหว่างชุมชนหรือบุคคลที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองกับหน่วยงานต่าง ๆ ขบวนการทำงานของเราเป็นขบวนการในเชิงสันติและความร่วมมือ”
-สุพจน์ หลี่จา ชาติพันธุ์ลีซู-
“เราไม่ได้หวังว่าจะมีอภิสิทธิ์มากกว่าคนไทย แต่หวังว่าจะมีสิทธิและเสียงขั้นพื้นฐานเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่มีบางเรื่องที่กระทบกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง โดยเฉพาะวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องการเมืองหรือความมั่นคง”
-ธีรสิทธิ์ เกษมศิริมงคล ชาติพันธุ์ดาราอาง-
ในอีกด้านหนึ่ง ประสบการณ์ของพรทิพย์ รุ่งเรือง ชาติพันธุ์ไทใหญ่ ชี้ให้เห็นว่ากติกาทางการเมืองกระแสหลักยังมีช่องว่าง คนบางกลุ่มแม้ได้รับสัญชาติไทยแล้ว กลับยังถูกตีความว่าไม่เข้าเงื่อนไขการสมัครรับเลือกตั้ง เพราะไม่ได้สัญชาติไทยตั้งแต่เกิด ฉะนั้น การมีสภาฯ จึงสำคัญอย่างมากเพราะจะเป็นช่องทางที่ทำให้ข้อจำกัดซึ่งมองไม่เห็นจากส่วนกลางถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา
คำว่า “ไม่ใช่สภาซ้อนสภา” จึงไม่ได้มีไว้เพียงแก้ความเข้าใจผิด แต่ยังย้ำว่าสภาชาติพันธุ์ไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐสภา แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่เสียงส่วนใหญ่มักไปไม่ถึงผู้มีอำนาจ ได้มีพื้นที่นำเสนอปัญหา ความรู้ และข้อเสนอของตนเองอย่างเป็นระบบมากขึ้น

6 เสียง 6 อัตลักษณ์ และความหวัง
ส่งไปถึงสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย
ชาติพันธุ์มลายู: ชีวิตปกติที่ไม่ควรถูกกลบด้วยภาพความรุนแรง
สำหรับ นินุช ไลลา กาโฮง เยาวชนมลายูวัย 21 ปีจากปัตตานี เธอเล่าว่าความเป็นมลายูปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ภาษาที่ใช้ในชุมชน การสวมฮิญาบ ไปจนถึงวัฒนธรรมฮารีรายอ ทั้งอีดิลฟิตรีและอีดิลอัฎฮา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องหมายของความแปลกแยก แต่เป็นวิถีที่อยู่ร่วมระหว่างคนต่างศาสนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“หนูอยู่ยะรัง ที่นั่นมีทั้งวัดและมัสยิด อยู่มา 21 ปี แถวบ้านก็มีคนพุทธ เราสวัสดีและทักทายกัน ภาคใต้ไม่ได้มีแต่ความรุนแรงเหมือนภาพที่ออกไปในข่าว คนส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตกันตามปกติ”
-นินุช ไลลา กาโฮง ชาติพันธุ์มลายู–
สิ่งที่ไลลาอยากผลักดันจึงเริ่มจากเรื่องสามัญทั่วไปที่สุด นั่นคือการที่สังคมเปิดใจมองคนมลายูอย่างคนธรรมดาที่มีความฝัน เรียนหนังสือ ทำงาน มีเพื่อนต่างศาสนา และเติบโตอยู่ร่วมกับความหลากหลาย การมีตัวแทนในสภาฯ อาจช่วยให้เรื่องราวของจังชายแดนใต้ไม่ถูกเล่าผ่านมิติความมั่นคงเพียงด้านเดียว แต่เห็นความเป็นพหุวัฒนธรรมในด้านอื่นมากขึ้น
ฮิญาบที่ไลลาสวมอยู่ทำให้คนภายนอกมองออกทันทีว่าเธอเป็นมุสลิมมลายู แต่สิ่งที่มองเห็นง่ายไม่ควรกลายเป็นกรอบตัดสินชีวิตทั้งหมดของเธอ เบื้องหลังผ้าคลุมคือผู้หญิงที่เลือกเรียนการพัฒนาเด็กปฐมวัยเพราะชอบดูแลเด็ก เป็นจิตอาสาในชุมชน และเพิ่งมีโอกาสเดินทางมาเห็นความหลากหลายของชาติพันธุ์จากภูมิภาคอื่นอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร เมื่อเธอพูดถึงฮารีรายอ จึงไม่ได้กำลังอธิบายเพียงเทศกาลทางศาสนา แต่กำลังบอกว่าวิถีมลายูมีทั้งครอบครัว ความทรงจำ ความศรัทธา และความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน หากสภาฯ จะเป็นพื้นที่ของทุกกลุ่มจริง เสียงจากชายแดนใต้ต้องไม่ถูกทำให้เหลือเพียง “ประเด็นพิเศษด้านความมั่นคง” แต่ต้องถูกมองผ่านชีวิตประจำวัน การศึกษา ภาษา ศาสนา และสิทธิที่จะเล่าเรื่องบ้านของตนเองด้วยน้ำเสียงอื่นนอกเหนือจากความกลัว
“อยากให้ใช้โอกาสนี้ในการทำความเข้าใจคนมลายูกันค่ะ อยากให้มองแบบปกติ เขาจะกลัวคนมลายูกัน ตรงนี้แหละค่ะ อยากให้เปิดใจให้กว้างมากขึ้นว่ามลายูสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้นะ หนูมีเพื่อนที่เป็นพุทธเหมือนกัน เราอยู่ด้วยกันมา 3 ปี ใกล้จะจบแล้ว ไม่เคยมีเรื่องอะไรเลย”
-นินุช ไลลา กาโฮง ชาติพันธุ์มลายู–


ชาติพันธุ์ดาราอาง: ภาษาแม่ การศึกษา และสิทธิในสถานะบุคคล
สำหรับชุมชนชาติพันธุ์ดาราอาง บ้านนอแล ดอยอ่างขาง ภาษาแม่ยังมีชีวิตอยู่ในครอบครัว แม้ไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการในโรงเรียน เพราะเด็ก ๆ นั้นต้องเรียนภาษาไทยในห้องเรียน และกลับมาพูดภาษาดาราอางที่บ้านกับครอบครัว ทำให้อัตลักษณ์จึงถูกส่งต่อผ่านความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน นั่นหมายรวมไปถึงชุดแต่งกาย และความผูกพันของคนในชุมชนด้วย

“เย มูห ดาราอาง, เย มึร มูห ดาแท เย กอย มืงแท เย ร็อก มืงแท
เราเป็นดาราอาง พวกเราเป็นคนไทย พวกเราอยู่ประเทศไทย พวกเรารักประเทศไทย”
-นริศรา ธรรมเฮิง หรือ “ก้อย” ชาติพันธุ์ดาราอาง –
ก้อยมองว่าคนชาติพันธุ์ก็คือคนไทยที่ควรเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน เพียงแต่คนไทยชาติพันธุ์นั้นมีภาษาและวัฒนธรรมต่างออกไปจากคนไทยทั่วไป ก้อยเล่าว่าปัจจุบันเยาวชนดาราอางเข้าถึงการศึกษามากขึ้น หลายคนเรียนด้านบริหาร รัฐประศาสนศาสตร์ และพยาบาล แต่ยังมีเด็กบางส่วนตกหล่นเพราะไม่มีเอกสารระบุตัวบุคคล


ขณะที่ ธีรสิทธิ์ เกษมศิริมงคล หรือ “อ้าย” ชาติพันธุ์ชาวดาราอาง อีกคนหนึ่ง เขาก็ติบโตมาโดยไม่มีบัตรประชาชน และต้องรอถึง 3 – 4 ปีกว่าจะได้รับอนุมัติสัญชาติ ประสบการณ์นี้ทำให้เขาเห็นว่าสถานะบุคคลไม่ใช่แค่การมีเอกสารยืนยันตัวตน แต่สถานะที่ได้จะเป็นประตูสู่การศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เขาหวังว่ากลไกภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์และการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยตั้งคณะทำงานที่แก้ปัญหาสถานะบุคคลได้จริง ควบคู่กับการคุ้มครองวัฒนธรรมและประเพณีดาราอาง

“กฎหมายฉบับนี้พูดถึงเรื่องการคุ้มครองและส่งเสริม ผมคิดว่าประเด็นสถานะบุคคลเป็นเรื่องหนึ่งที่จะทำให้มีกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหา หมายความว่าถ้าคนนี้มีสิทธิขอสัญชาติได้ ก็อาจใช้กลไกของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ส่งเสริมให้เกิดคณะทำงาน และเราหวังว่า พ.ร.บ. จะตอบโจทย์เรื่องวัฒนธรรมและประเพณีของเรา ผ่านตัวแทนของกลุ่มที่เข้าไปนำเสนอ”
-ธีรสิทธิ์ เกษมศิริมงคล หรือ “อ้าย” ชาติพันธุ์ดาราอาง–


ชาติพันธุ์ไทใหญ่: จากชีวิตที่ “เหมือนไม่มีตัวตน” สู่การใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันชีวิต
พรทิพย์ รุ่งเรือง เติบโตในชุมชนไทใหญ่โดยไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงได้รับการแจ้งเกิด และใช้เวลายื่นคำร้องอีก 4 ปีเต็มกว่าจะได้สัญชาติไทยเมื่ออายุ 25 ปี ชีวิตที่เคยต้องหลบเจ้าหน้าที่ในบ้านของตัวเอง ต้องขออนุญาตเดินทาง และเคยถูกเรียกรับเงินเพราะไม่รู้สิทธิ ทำให้เธอตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์หรือวิชากฎหมายนับจากนั้นเป็นต้นมา

“ความไร้สัญชาติ คือมีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มีค่ะ ไม่ได้ถูกนับว่าเป็นคนของประเทศไหน แม้แต่อยู่ในบ้านของตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า”
-พรทิพย์ รุ่งเรือง ชาติพันธุ์ไทใหญ่-
เรื่องของทิพย์บางส่วนทำให้เห็นว่าความไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ที่ดินทำกิน และสิทธิทางการเมืองเชื่อมโยงกันอย่างแยกขาดออกจากกันไม่ได้ สภาฯ สำหรับเธอ จึงควรเป็นพื้นที่ที่ประสบการณ์เหล่านี้ถูกทำให้เป็นข้อเสนอแก้กฎหมายและการทำได้จริง ๆ เพื่อไม่ให้ใครต้องเรียนรู้สิทธิของตนจากการถูกละเมิดก่อน ขณะที่ การไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก็ทำให้เรื่องธรรมดากลายเป็นเรื่องยาก ตั้งแต่การรักษาพยาบาล การเดินทางออกนอกพื้นที่ ไปจนถึงความมั่นใจว่าจะนอนอยู่ในบ้านของตนได้โดยไม่ต้องหลบการตรวจของเจ้าหน้าที่
เมื่อทิพย์บอกว่า “มีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี” เธอไม่ได้พูดเปรียบเปรยชีวิตของตนเองเท่านั้น แต่กำลังอธิบายสภาวะที่ชีวิตหนึ่งที่ไม่ถูกนับอยู่ในระบบใดอย่างสมบูรณ์ของชาติพันธุ์ไทใหญ่
ทิพย์ยังเล่าอีกว่าหลังได้สัญชาติ ชีวิตไม่ได้ปลดล็อกทุกอย่างในทันที ข้อจำกัดเรื่องการสมัครรับเลือกตั้งยังทำให้เธอตั้งคำถามต่อความหมายของการเป็นพลเมือง การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการมีสภาฯ จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิทธิทดแทนสิทธิพลเมือง แต่ควรเป็นกลไกที่ช่วยผลักให้สิทธิทุกด้านสมบูรณ์ขึ้น รวมถึงการทบทวนกติกาที่ปิดกั้นคนที่เกิด เติบโต เรียน และทำงานเพื่อชุมชนบนแผ่นดินไทย


“รู้สึกว่ามันเจ็บช้ำน้ำใจเหลือเกิน ด้วยความที่เราไม่รู้ ก็เลยตัดสินใจกลับมาเรียนนิติศาสตร์ เพื่อที่เราจะเถียงเขาได้ หรืออย่างน้อยเราจะคุยกับเจ้าหน้าที่ได้ ก็หวังว่าการมีสภาจะช่วยทำให้ปัญหาเหล่านี้ลดลง”
-พรทิพย์ รุ่งเรือง ชาติพันธุ์ไทใหญ่-
ชาติพันธุ์ลีซู: เมื่อบทเพลงคือคลังความรู้ และป่าคือพื้นที่ชีวิต
ในวิถีชีวิตของชาติพันธุ์ลีซู ดนตรีและบทเพลงขับร้องไม่ใช่แค่การสร้างความบันเทิง แต่เป็นภาษาที่บันทึกความรู้ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งการเกษตร ความเชื่อ คุณธรรม ความกตัญญู และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ เครื่องดนตรีอย่าง “ซือบือ” ขลุ่ย และแคน ทำหน้าที่พาเรื่องราวเหล่านี้เดินทางข้ามรุ่น ส่วนคำว่า “กัวเฉีย” คือคำที่ลีซูใช้เรียกการเต้นรำของตนเอง
สุพจน์ หลี่จา เล่าถึงบทเพลงหนึ่งที่ชวนผู้คนมองผืนป่าเขียวขจี ฟังเสียงนก และชักชวนกันมารักษาป่า ภาพในเพลงสอดคล้องกับระบบความเชื่อเรื่องป่าพิธีกรรม ป่าศาลเจ้า และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนมีหน้าที่ดูแล ไม่แตะต้อง หรือทำลาย

“ป่าเป็นของส่วนรวมที่ชุมชนต้องดูแลปกป้อง เรามีป่าพิธีกรรม มีป่าศาลเจ้า โฉนดชุมชนจึงเป็นวิถีที่สอดคล้องกับองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพี่น้องลีซู”
-สุพจน์ หลี่จา ชาติพันธุ์ลีซู–
ประเด็นสำคัญที่ลีซูต้องการผลักดันจึงรวมถึงสิทธิในที่ดิน การจัดการดิน น้ำ ป่าโดยชุมชน การคุ้มครองภูมิปัญญา และการฟื้นหลักการโฉนดชุมชน เพื่อให้ผู้คนที่ดูแลทรัพยากรมายาวนานมีสิทธิร่วมจัดการอย่างเป็นรูปธรรม
“เราผลักดันให้รัฐบาลคงหลักการโฉนดชุมชนและนำกลับมา เพราะมันเป็นหนทางที่ทำให้ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิเข้าไปใช้ประโยชน์และจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม ก็หวังว่าสภาฯ ที่จะเกิดขึ้นจะช่วยทำให้เรื่องนี้เป็นรูปธรรม”
-สุพจน์ หลี่จา ชาติพันธุ์ลีซู–

นอกจากนี้ ยังมีถ้อยคำในพิธีกรรมอย่าง “มือกัว” และ “อิ๊ด่ามาหลัวะ” ที่ได้พาเราไปไกลกว่าความหมายในพจนานุกรมของลีซู คำเหล่านี้เชื่อมคนกับเจ้าป่าเจ้าเขา เชื่อมคนที่ยังมีชีวิตกับบรรพบุรุษ และกำหนดข้อห้ามในการแตะต้องพื้นที่บางแห่ง ป่าจึงไม่ใช่ทรัพยากรว่างเปล่าที่รอการจัดสรร แต่ป่าเป็นพื้นที่ความสัมพันธ์ซึ่งมีกติกาของชุมชนกำกับอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อฐานข้อมูลของรัฐมองเห็นเพียงแนวเขต แต่ไม่เห็นป่าพิธีกรรมหรือมองว่าคนอยู่กับป่าได้ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หน้าที่ของสภาฯ ในความหลังของสุพจน์จึงไม่ใช่แค่การรวบรวมปัญหา แต่คือการนำภาษาของชุมชนเข้าไปแปลความหมายของพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจ และยืนยันว่าการดูแลป่าของชาวลีซูไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังมีโครงการรัฐ แต่ได้เป็นระบบความรู้ที่สืบทอดตั้งแต่บรรพบุรุษและอยู่ในบทเพลง พิธีกรรม และการดำรงชีวิตมานาน

“พี่สาวจ๋า มองดูทิวเขาฝั่งทางเหนือโน้นสิ ปู่เราอยู่ทางนั้น
( จิ้ จี ยาว โกว่ บ่า วา มิ ตี๋ เยียย อาปา จ๋า กวู อา จา หมู่ว)
พี่สาวจ๋า มองดูเทือกเขาเขียวขจีทางใต้นั้นสิ ย่าเราอยู๋ทางนั้น
(จิ้ จี ยาว โกว่ บ่า วา มิ ตี๋ เยียย อ้า หย่า จ๋า กวู สือ แน หมู่ว
นกร้องเสียงดังทั่วทั้งป่า เทือกเขาเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ บรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้เรา
ผวู่ แล โกะ โต๋ โกะ โต๋ มือ จ๋าว แล อา โล สึ สึ มือ จ๋าว แล อาสื่อ ตือ กื้อ สึ จา โง อา สึ ตือ กื้อ สึ จาโง “
-บทเพลงของชาวลีซู-
ชาติพันธุ์กูย: การทวงคืนชื่อ ภาษา และพลังของผู้หญิง
โรส ภาวี กิ่งประทุม ประธานสภาสตรีชาติพันธุ์ภาคอีสาน บอกเล่าความเป็นกูยผ่านชีวิตของผู้หญิง ตั้งแต่การแซวผ้า เลี้ยงไหม ทำนา ทำสวน เย็บปักถักร้อย ไปจนถึงพิธีกรรม “แกลมอ” ความรู้เหล่านี้ เธอบอกว่าไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับทางวัฒนธรรมของชาวกูยเท่านั้น แต่เป็นทักษะ อาชีพ และทุนทางเศรษฐกิจที่ผู้หญิงช่วยกันประคับประคองครอบครัวและชุมชน ขณะเดียวกัน คนกูยจำนวนมากเคยถูกเรียกด้วยคำว่า “ส่วย” หรือถูกเหมารวมว่าเป็นภาษาเขมร คำล้อและการด้อยค่าทำให้บางคนไม่กล้าพูดภาษาแม่หรือแสดงตัวตน การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์จึงมีความหมายมากกว่าการนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูล แต่คือโอกาสในการทวงคืนชื่อ “ชาติพันธุ์กูย” ให้กลับมาเป็นชื่อที่เจ้าของวัฒนธรรมเลือกใช้และภาคภูมิใจ

“พอมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ คำว่ากูยทำให้ทุกคนภาคภูมิใจ เรามีโอกาสสื่อให้เข้าใจว่า “ส่วย” ไม่ใช่ชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ และเรามีเวทีที่จะบอกได้ว่าเราเป็นใคร”
-โรส ภาวี กิ่งประทุม ชาติพันธุ์กูย –
โรสยังเห็นความสำคัญของสัดส่วนผู้หญิง เยาวชน และผู้มีความหลากหลายทางเพศในกลไกการตั้งสภาฯ เพราะการมีส่วนร่วมที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งผู้หญิงและคนในชุมชนห่างไกลไว้ข้างหลัง แต่ต้องนำความรู้ โอกาสทางอาชีพ และพื้นที่ปลอดภัยไปถึงพวกเธอด้วย เธอเล่าว่าที่ผ่านเครือข่ายกูยเดินทางลงพื้นที่หลายจังหวัดเพื่อพบชุมชนที่เคยอยู่โดดเดี่ยว บางแห่งยังเรียกตนเองด้วยชื่อที่รับช่วงมาจากคำเรียกของคนภายนอก บางแห่งรู้ว่าตนเป็นกูยแต่ไม่รู้ว่ามีพี่น้องกระจายอยู่ที่อื่น การได้พบกันจึงคล้ายการต่อแผนที่เครือญาติที่ขาดหาย และการขึ้นทะเบียนกลายเป็นโอกาสให้ชุมชนกลับมาสนทนาว่าจะใช้ชื่อกลางใด โดยยังเคารพชื่อย่อยและความหลากหลายภายใน
ปัจจุบันมีการจัดทำพจนานุกรมกูย – บรูร่วมกันในหลายประเทศ เพื่อบันทึกและสืบทอดภาษาแม่ของชาวกูยให้คงอยู่ต่อไป โรสย้ำว่าการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ต้องเกิดจากความสมัครใจ สมาคมกูยฯ มีหน้าที่เพียงให้ข้อมูลและประสานงาน ส่วนการตัดสินใจว่าจะขึ้นทะเบียนหรือใช้ชื่ออะไรในการขึ้นทะเบียน ต้องเป็นสิทธิของแต่ละชุมชน เพราะการทวงคืนชื่อจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเจ้าของชื่อเป็นผู้เลือกด้วยตนเอง ซึ่งในช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์ เครือข่ายได้รวบรวมชุมชนกูยที่ขึ้นทะเบียนได้ประมาณ 450 ชุมชน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้บอกแค่ความกว้างของเครือข่าย แต่ทำให้เห็นงานเบื้องหลังในการเดินทาง สื่อสาร และอธิบายกับผู้คนว่า การขึ้นทะเบียนไม่ได้ให้องค์กรใดเข้าไปครอบงำหรือกำหนดวิถีชีวิตของชุมชน แต่เป็นช่องทางทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรู้ว่าพี่น้องกูยอยู่ที่ใด มีปัญหาอะไร และต้องการการสนับสนุนแบบไหน


อูรักลาโวยจ: “มากะ นาซี” และห้องเรียนที่พาเด็กกลับไปหาราก
บนเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล แสงโสม หาญทะเล ข้าราชการครูชาวอูรักลาโวยจ ช่วยพัฒนา “วิชาอัตลักษณ์ชาวเล” ให้เด็กได้เรียนประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า ขนบธรรมเนียม และภาษาของชุมชน เพราะครั้งหนึ่งโรงเรียนเคยถูกจำกัดหรือห้ามการใช้ภาษาชาวเลเพื่อให้เด็กใช้ภาษาไทยเพียงอย่างเดียว เธอจึงมองว่าหากภาษาไม่ได้ถูกพูดและเรื่องราวไม่ได้ถูกเล่า รากเหง้าก็อาจค่อย ๆ หายไป

“มากะ นาซี” แปลว่า “กินข้าว” รากศัพท์คล้ายภาษามลายู แต่เป็นสำเนียงเฉพาะของอูรักลาโวยจ ภาษาไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นทางที่เด็กจะรู้ว่าตัวเองมาจากไหน”
-แสงโสม หาญทะเล ชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ-
วิถีของชาวเลผูกพันกับทะเลอย่างลึกซึ้ง บ้านเคยเป็นพื้นที่ที่เปิดประตูก็เห็นทะเล เด็กเล่นน้ำและดำน้ำลอดใต้เรือ ขณะที่ผู้ใหญ่ออกหาปลา หาหอย และแบ่งปันอาหารกันในชุมชน แต่การท่องเที่ยวที่รุกคืบทำให้หลายครอบครัวถูกฟ้องขับไล่ ถูกจำกัดพื้นที่ทำกิน และต้องออกเรือไปไกลหรือดำน้ำลึกขึ้นจนเสี่ยงต่อภาวะ “น้ำหนีบ” โดยข้อเสนอสำคัญของเครือข่ายชาวเลจึงอยู่ที่การคุ้มครองพื้นที่ 3 ประเด็น ได้แก่ ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ เพราะหากคนไม่มีบ้านที่มั่นคง ไม่มีทะเลให้ทำมาหากิน และไม่มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรม การคุ้มครองวัฒนธรรมสำหรับเธอย่อมไม่เกิดขึ้นจริง แม้จะมีกฎหมายชาติพันธุ์ ขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ และมีสภาฯ
สำหรับครูแสงโสม การขึ้นทะเบียนไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการรวมตัวตั้งแต่แรก ที่ผ่านชาวอูรักลาโวยจและเครือข่ายชาวเลร่วมผลักดันสิทธิมาตั้งแต่ก่อนมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล พ.ศ. 2553 พวกเขาเคยเดินทางมาบอกปัญหาโดยไม่รู้ว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ และต้องกลับไปพร้อมคำถามเดิม การมีสภาฯ ครั้งนี้จึงมีความหมายตรงที่เรื่องราวของชุมชนจะไม่ต้องลอยอยู่ระหว่างหน่วยงานโดยไม่มีใครรับผิดชอบ


“เมื่อก่อนแค่เปิดประตูหน้าบ้านก็เป็นทะเล ตอนเย็นก็นั่งเฝ้ารอพ่อพาปลากลับมา แต่ภายหลังการท่องเที่ยวรุกคืบเข้ามา ทำให้เราไม่มีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ถูกฟ้องขับไล่ และต้องออกไปหาปลาไกลขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิต”
-แสงโสม หาญทะเล ชาติพันธุ์อูรักลาโวยจ-
การรวบรวมข้อมูลชุมชนอูรักลาโวยจในสตูล กระบี่ และภูเก็ต ทำให้เห็นว่า “ชาวเล” เป็นคำเรียกรวม ไม่ใช่ชื่อของชาติพันธุ์เพียงกลุ่มเดียว เพราะอูรักลาโวยจ มอแกน และกลุ่มอื่นต่างมีภาษา ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของตนเอง แม้จะเผชิญปัญหาร่วมกันเรื่องที่ดินและการใช้ทรัพยากรทางทะเล การขึ้นทะเบียนจึงต้องสะท้อนทั้งปัญหาร่วมของเครือข่ายชาวเล และอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละกลุ่มด้วย

คนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่รับมรดกตกทอดเรื่องวัฒนธรรม แต่สร้างอนาคตได้
อีกความหวังสำคัญของ “สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย” คือบทบาทของคนรุ่นใหม่ ที่ปัจจุบันพบว่าพวกเขาไม่ได้ยืนอยู่ระหว่าง “ของเก่า” กับ “ของใหม่” เรื่องวัฒนธรรม ประเพณี รากเหง้าต่างๆ แต่กำลังเชื่อมทั้ง 2 โลกเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า ก้อย” ชาติพันธุ์ดาราอาง ใช้การศึกษาและภาษาแม่ยืนยันการมีตัวตนของดาราอาง ทิพย์ “ชาติพันธุ์ไทใหญ่” ใช้ความรู้กฎหมายเปลี่ยนบาดแผลจากการไร้สัญชาติให้เป็นพลังช่วยชุมชน ไลลา “ชาติพันธุ์มลายู” ใช้มิตรภาพในชีวิตประจำวันทลายภาพจำเรื่องความขัดแย้ง ส่วนครูแสงโสมพาความรู้ของอูรักลาโวยจเข้าไปอยู่ในห้องเรียน จะเห็นว่าพวกเขาจึงไม่ใช่แค่ผู้รับประโยชน์จากกฎหมาย แต่เป็นคนไทยชาติพันธุ์อีกกลุ่มที่จะตรวจสอบ ตั้งคำถาม สื่อสาร และทำให้กฎหมายมีชีวิต ขณะที่ การมีพื้นที่ให้เยาวชน ผู้หญิง และกลุ่มที่มักถูกมองข้ามได้ร่วมตัดสินใจจะเป็นหลักประกันว่าวัฒนธรรมไม่ถูกแช่แข็งหรือถูกมองข้ามจนทำให้หายไป แต่สามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับสังคมร่วมสมัยได้
โรส “ชาติพันธุ์กูย” มองว่าหนึ่งในความก้าวหน้าของกฎหมายฉบับนี้คือการให้ความสำคัญกับสัดส่วนของผู้หญิง เยาวชน และผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะในหลายชุมชน ผู้หญิงเป็นทั้งผู้ดูแลครอบครัว ผู้รักษาภาษาและงานหัตถกรรม ผู้สร้างรายได้ และผู้รับมือปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังประตูบ้าน หากโครงสร้างตัวแทนยังมีเพียงเสียงของผู้นำแบบเดิม ความละเอียดอ่อนเหล่านี้ก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างนอกอีกครั้ง
จะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงระหว่างรุ่นปรากฏในทุกเรื่องเล่า เพราะคนรุ่นพ่อแม่บางคนไม่เคยมีโอกาสเข้าโรงเรียน ขณะที่ลูกหลานกำลังเรียนบริหาร พยาบาล กฎหมาย และการพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่การศึกษาไม่ได้ทำให้พวกเขาต้องเดินออกจากความเป็นชาติพันธุ์ ตรงกันข้าม หลายคนกำลังนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องสิทธิ พัฒนาหลักสูตรการศึกษา สร้างอาชีพ และช่วยเหลือผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบ โจทย์ใหญ่ของกฎหมายชาติพันธุ์จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างรักษารากเหง้ากับเดินไปข้างหน้า แต่จากเสียงชาติพันธุ์ 6 กลุ่มจาก 60 กลุ่มที่มีในประเทศไทยตอนนี้ จะเห็นว่านี่คือการทำให้ผู้คนสามารถก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ต้องทิ้งภาษา ชื่อ และความทรงจำไว้ข้างหลัง สภาฯ ที่ดีต้องฟังทั้งผู้อาวุโสซึ่งถือครองประวัติศาสตร์ และคนรุ่นใหม่ซึ่งกำลังหาวิธีใหม่ในการส่งต่อประวัติศาสตร์นั้น


โค้งสุดท้ายขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาจไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคน
แม้การขึ้นทะเบียนจะเปิดประตูบานใหม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ แต่ไม่ใช่ทุกชุมชนจะเดินผ่านประตูบานนี้ได้ทันที เพราะเบื้องหลังข้อมูลหนึ่งชุด ต้องอาศัยทั้งเวลา การเดินทาง และการพูดคุยกับผู้คนจำนวนมาก บางกลุ่มมีสมาชิกกระจายอยู่หลายจังหวัด บางชุมชนอยู่บนดอย บนเกาะ หรือห่างไกลจากเมือง การเดินทางมาประชุมเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายและเวลาหลายวัน แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แต่ระยะเวลาที่จำกัดทำให้มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่พร้อมยื่นข้อมูลได้ทันที
อีกด้านหนึ่ง หลายคนยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่มอบให้รัฐจะถูกนำไปใช้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่เคยถูกตรวจค้นเพราะไม่มีบัตรประชาชนและสัญชาติ มีความกังวลว่าถูกจำกัดการเดินทาง ถูกกล่าวหาว่ารุกป่า หรือถูกฝ่ายความมั่นคงจับตาการใช้ชีวิตหรือไม่ ความกังวลจึงไม่ได้เกิดจากความไม่เข้าเรื่องการขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่เกิดจากประสบการณ์ที่พวกเขาเคยพบเจอจริง หลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องทำมากกว่าการเปิดระบบรับข้อมูล แต่ต้องอธิบายให้ชัดว่าเก็บข้อมูลอะไร ใช้เพื่ออะไร และดูแลความปลอดภัยอย่างไร เพื่อให้การขึ้นทะเบียนเกิดจากความเข้าใจและความสมัครใจ ไม่ใช่ความกลัวว่าจะหมดเวลา ขณะที่ ความสำเร็จของสภาฯ อาจไม่ได้วัดจากจำนวนรายชื่อหรือจำนวนที่นั่ง แต่อยู่ที่วันที่คนชาติพันธุ์สามารถเรียกชื่อตนเอง พูดภาษาแม่ รักษาบ้านและผืนดิน ส่งต่อวัฒนธรรม และร่วมกำหนดอนาคตได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ซ้ำอีกว่า พวกเขาคือคนของแผ่นดินนี้
